ยาเสพติดแบบใหม่ระบาด เยาวชนตกเป็นเหยื่อ

ยาเสพติดแบบใหม่ระบาด เยาวชนตกเป็นเหยื่อ

ปัญหายาเสพติดในสังคม ถือว่าเป็นปัญหาหลักในสังคมที่ทางรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆพยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่องมาตลอด และด้วยปัจจุบันผู้ต้องหาในคดีมีแนวโน้มที่จะมีอายุน้อยลง หรือ เป็นเยาวชนนั่นเอง ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงง่ายก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้พวกเขาได้พบกับยาเสพติดรูปแบบใหม่ รวมไปถึงถูกชักจูงจากผู้ไม่หวังดีได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

 

ยาเสพติดแบบใหม่ระบาด เยาวชนตกเป็นเหยื่อ

 

อย่าง กรณีล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสกับยาเสพติดรูปแบบใหม่ ด้วยการผสมยาอีลงในกาแฟ 3 IN 1 ชนิดซองและนำมาขายในช่องทางออนไลน์ โดยระบาดอย่างหนักในช่องทางที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นไทยอย่าง Tiktok ที่มีคนแชร์หรือรีวิวผลิตภัณฑ์ชนิดนี้กันเป็นจำนวนมาก และด้วยที่เป็นยาเสพติดที่มาในรูปของกาแฟ เมื่อลูกหลานซื้อมาแล้วนั่นแน่นอนว่า พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะไม่ได้ตั้งข้อสงสัยหรือผิดสังเกตอะไรมากมาย

โดยจากรีวิวก็จะมีการทดลองการดื่ม ซึ่งหลังจากดื่มไปแล้วนั้น ยาอีจะเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ภายในเวลา 30-45 นาที และฤทธิ์ของยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ชั่วโมง และจะทำให้ผู้ดื่มนั้นอาการคล้ายกับการดื่มคาเฟอีน ใจสั่นตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว แต่ด้วยส่วนผสมนี้ อาการจะทวีคูณจนบางครั้งอาจจะถึงขั้นไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย

ทางด้านการแพทย์เมื่อทราบข่าวไม่รอช้าที่จะออกมาให้ความรู้และเตือนภัยทันที โดย นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ได้ออกมาเตือนว่าการเสพยาอีนั้น จะไปทำลายเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ หากผิดเพี้ยนไปจะทำให้อารณ์แปรปรวน ตอนเสพอาจจะรู้สึกสดชื่นมีความสุข แต่หากทิ้งไว้นาน อาจจะมีแนวโน้มซึมเศร้า และมีโอกาสฆ่าตัวตายสูงมากเช่นเดียวกัน

 

 

ทางด้านกฎหมายก็ต้องทำงานเพื่อปราบปรามโดยด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. ผู้กำกับดูแลคดีความเกี่ยวกับยาเสพติดตรวจสอบหาต้นตอคลิปการโพสต์ใน Tiktok  ณ ตอนนี้สามารถสืบสาวหาผู้ที่เป็นต้นตอเจอแล้ว กำลังขยายผลไปยังการกระจายสินค้าและผู้ผลิตต่อไป ซึ่งผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามมาตรา 48 ตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทางด้าน นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. เดี๋ยวนี้เราจะพบเห็นยาเสพติดที่ตรวจสอบได้อยากขึ้นเช่นคดีหรือ หรือ คดี เคนมผง ที่โด่งดังก่อนหน้านี้ อาจจะต้องอาศัยแรงจากพ่อแม่ผู้ปกครองในการช่วยสอดส่องเอาใจใส่ดูแลพฤติกรรมลูกมากขึ้น ด้วยความใกล้ชิดกันภายในครอบครัวจะช่วยสะกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดร้ายแรงเช่นนี้ มาคร่าชีวิตลูกหลานของเราไป นับว่าเป็นกระแสทางสังคมที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามในสถานการณ์ที่โซเชียลมีเดียมีผลต่อการใช้ชีวิต ซึ่งหากใช้ไม่ถูกหลักก็จะเกิดโทษเช่นนี้ ผู้ปกครองจึงต้องมีส่วนในการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกจุดและยั่งยืน

 

 

ยาเสพติดแบบใหม่ระบาด เยาวชนตกเป็นเหยื่อ


 

.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *