ชี้ชะตา “ผอ.กอล์ฟ” คดีสะเทือนขวัญปล้นฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า

ชี้ชะตา “ผอ.กอล์ฟ” คดีสะเทือนขวัญปล้นฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า

ศาลอาญา รัชดาภิเษก เตรียมตัดสินคดี ชี้ชะตา“ผอ.กอล์ฟ” หรือนายประสิทธิชัย เขาแก้ว อดีตผู้อำนวยโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี หลังก่อเหตุนำอาวุธพร้อมกระสุนปล้นชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า ณ ห้างสรรสินค้าแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิตอีก 3 รายด้วยกัน คดีดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องสะเทือนขวัญสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะตัวของ “ผอ.กอล์ฟ” เองนั้นเป็นที่รักใคร่ของบรรดาเด็กนักเรียนภายในโรงเรียนที่ตัวเองนั้นเป็นผู้อำนวยการอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ที่เขาได้กระทำสร้างความตกใจให้แก่นักเรียนและผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

ชี้ชะตา“ผอ.กอล์ฟ” คดีสะเทือนขวัญปล้นฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า

โดยรายงานจากแหล่งข่าวเปิดเผยว่า “ศาลอาญา รัชดาภิเษก เตรียมอ่านคำพิพากษาคดีดำหมายเลขที่ อ.409/2563 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2563 นี้ ที่พนักงานอัยการในคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องนายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ “ผอ.กอล์ฟ” ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี เป็นจำเลยในฐานความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น ปล้นชิงทรัพย์ในยามวิกาล และพกอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ หลังจากจำเลยก่อเหตุสะเทือนขวัญบุกฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า ภายในพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าในจังหวัดลพบุรี ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตและสูญเสียทรัพย์สิน”

ซึ่งคดีนี้นั้นอัยการของโจทก์เป็นฝ่ายยื่นฟ้องในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา โดยบรรยาเหตุในวันนั้นสรุปออกมาได้ว่า “เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 นายประสิทธิชัย เขาแก้ว ได้พกพาอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. พร้อมด้วยอุปกรณ์เก็บเสียงปืน จำนวน 1 ชิ้น ซองกระสุนปืนพร้อมกับกระสุนอีกจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าไปในบริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในจังหวัดลพบุรี และได้ทำการยิงใส่นายธีระฉัตร ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างสรรสินค้าเสียชีวิต จากนั้นได้นำอาวุธปืนอันเดิมยิงใส่นางสาวธิดารัตน์ พนักงานของร้านทองออโรร่าถึงแก่ความตายอีก 1 ราย ก่อนที่กระสุนจะลั่นไปโดนเด็กชายภาณุวิชญ์ อีก 1 ราย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 3 ศพ

จากนั้นจำเลยยังได้ใช้อาวุธปืนกระบอกเดิมทำร้ายประชาชนที่อยู่บริเวณหน้าร้านทองออโรร่า เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 4 รายด้วยกัน จากนั้นจำเลยได้ชิงเอาสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาทจำนวน 22 เส้น หนักเส้นละ 2 สลึง อีก 11 เส้น รวมเป็นทั้งหมด 33 เส้น คิดเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 664,470 บาท หลังก่อเหตุจำเลยได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกไป แต่มีภาพกล้องงรจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ ก่อนที่ตำรวจจะออกหมายจับและสืบค้นหาตัวจนสามารถตามจับจำเลยพร้อมของกลางหลายรายการ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา

#ข่าวไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *